งาน สัญญา และสิทธิ
นำภาพและเสียงของผู้อื่นมาใช้ในงาน ต้องระวังเรื่องอะไรบ้าง
สมมติว่าเราถ่ายบทสัมภาษณ์เจ้าของกิจการเพื่อนำลงรายการออนไลน์ คุยกันไว้ว่าจะเผยแพร่วิดีโอเต็มและตัดคลิปสั้นลงเพจ พอได้ภาพและเสียงแล้ว ทีมมีข้อเสนอเพิ่มว่าให้นำประโยคหนึ่งไปทำโฆษณา และใช้ AI สร้างเสียงอีกภาษาโดยไม่ต้องนัดอัดใหม่ คนให้สัมภาษณ์อาจยอมร่วมรายการ แต่ยังไม่เคยตกลงให้ใ…
สมมติว่าเราถ่ายบทสัมภาษณ์เจ้าของกิจการเพื่อนำลงรายการออนไลน์ คุยกันไว้ว่าจะเผยแพร่วิดีโอเต็มและตัดคลิปสั้นลงเพจ พอได้ภาพและเสียงแล้ว ทีมมีข้อเสนอเพิ่มว่าให้นำประโยคหนึ่งไปทำโฆษณา และใช้ AI สร้างเสียงอีกภาษาโดยไม่ต้องนัดอัดใหม่ คนให้สัมภาษณ์อาจยอมร่วมรายการ แต่ยังไม่เคยตกลงให้ใช้เสียงพูดแทนตนหรือให้ภาพไปอยู่ในโฆษณาสินค้า จึงต้องกลับไปตรวจว่าตกลงเรื่องใดไว้ และการใช้ใหม่ต้องพิจารณาสิทธิหรือหน้าที่อะไรเพิ่ม การมีไฟล์อยู่กับเรา หรือมีเอกสารให้เซ็นแล้วหนึ่งฉบับ ไม่ได้ตอบทุกเรื่องเกี่ยวกับภาพ เสียง และบุคคลในงาน ต้องแยกสิทธิในผลงานออกจากหน้าที่เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล แล้วตรวจตามการใช้แต่ละแบบ ดังที่จะไล่ดูต่อไป [1][2]
ภาพหนึ่งภาพอาจเกี่ยวข้องกับสิทธิของหลายคน
ผู้ที่ปรากฏในภาพกับเจ้าของลิขสิทธิ์ภาพอาจไม่ใช่คนเดียวกัน การมีใบหน้าของเราอยู่ในภาพไม่ได้ทำให้เราเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ภาพโดยอัตโนมัติ ส่วนคนถ่ายภาพหรือผลิตงานก็ต้องพิจารณาเรื่องการจ้างและข้อตกลงด้วย ไม่ใช่สรุปว่าเป็นเจ้าของสิทธิเสมอไป [1: มาตรา 4, 6 และ 8, 9, 10] วิดีโอหนึ่งชิ้นอาจมีงานภาพ บท เพลงประกอบ และการแสดงของบุคคลอื่น หากมีนักร้อง นักดนตรี หรือผู้แสดงที่เข้าข่ายนิยามนักแสดงตามกฎหมาย ก็ต้องตรวจสิทธินักแสดงเกี่ยวกับการบันทึก ถ่ายทอด หรือทำซ้ำตามที่มาตรา 44 กำหนดแยกจากลิขสิทธิ์ในตัวงานด้วย แต่ไม่ควรถือว่าทุกคนที่เดินผ่านกล้องเป็นนักแสดงตามกฎหมายเหมือนกัน [1] สำหรับงานสัมภาษณ์ของเรา จึงควรทราบว่าใครสร้างส่วนไหน ได้สิทธิในภาพและเพลงมาจากใคร และคนที่ให้สัมภาษณ์ตกลงเรื่องการใช้ภาพ เสียง ชื่อ และเนื้อหาไว้อย่างไร การอนุญาตจากฝ่ายหนึ่งไม่ได้แทนสิทธิหรือหน้าที่ที่เกี่ยวกับอีกฝ่าย
บอกให้ชัดว่าจะถ่ายอะไรและนำไปใช้ที่ไหน
คำว่า “ขออนุญาตเผยแพร่” ยังอาจกว้างเกินไปสำหรับคนที่กำลังตัดสินใจ ควรอธิบายการใช้ที่วางแผนไว้ เช่น วิดีโอเต็ม คลิปสั้น ภาพปก เว็บไซต์ หรือโฆษณาที่ซื้อพื้นที่เผยแพร่ หากจะส่งให้พันธมิตรใช้ต่อ แปล พากย์ หรือตัดต่อในลักษณะที่มีผลต่อเนื้อหา ก็ควรคุยให้ชัดเช่นกัน อาจใช้ตัวอย่างภาพหรืออธิบายฉากที่จะทำให้เห็นว่าชื่อและคำพูดจะปรากฏอย่างไร รวมถึงระยะเวลาและขอบเขตการใช้ คนให้สัมภาษณ์จะได้ไม่ต้องเดาว่าคำว่า “ประชาสัมพันธ์” รวมถึงการรับรองสินค้า หรือการนำไปใช้ในโครงการอื่นที่ไม่ได้คุยกันหรือไม่ การกำหนดรายละเอียดเหล่านี้เป็นวิธีช่วยให้ตกลงงานกันได้ตรง ไม่ใช่แบบฟอร์มตายตัวที่กฎหมายกำหนดให้ใช้เหมือนกันทุกงาน หากจะเปลี่ยนขอบเขตภายหลัง ต้องกลับไปอ่านสิทธิและข้อตกลงเดิม รวมถึงหน้าที่เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล ไม่เติมสิทธิใหม่จากการที่อีกฝ่ายไม่ได้ทักท้วง [1: มาตรา 15, 16, 17][2: มาตรา 19 และ 21]
หนังสืออนุญาตใช้ภาพครอบคลุมการใช้ที่วางแผนไว้หรือไม่
หนังสืออนุญาตใช้ภาพบุคคลที่มักเรียกว่า Model release ใช้บันทึกข้อตกลงเรื่องการนำภาพไปใช้ แต่ชื่อเอกสารไม่ได้บอกว่าเนื้อหาครอบคลุมทุกอย่างแล้ว ต้องอ่านว่าใครให้อนุญาต มีอำนาจในส่วนใด และอนุญาตการใช้แบบไหน หากเป็นเรื่องลิขสิทธิ์ ต้องแยกด้วยว่าเจ้าของสิทธิเพียงอนุญาตให้ใช้ หรือโอนลิขสิทธิ์ให้ เพราะผลไม่เหมือนกัน พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 15, 16 และ 17 วางหลักเรื่องสิทธิ การอนุญาต และการโอน โดยการโอนที่ไม่ใช่ทางมรดกต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอนและผู้รับโอน การส่งไฟล์หรือข้อความสั้น ๆ ว่าใช้ได้จึงไม่ควรถูกขยายเป็นการโอนลิขสิทธิ์ทั้งหมดโดยไม่ตรวจรายละเอียด [1] ส่วนการยินยอมให้ใช้ข้อมูลส่วนบุคคลต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ PDPA อีกส่วนหนึ่ง ไม่ใช่เห็นลายเซ็นในหนังสืออนุญาตแล้วถือว่าได้ทำหน้าที่ตามกฎหมายฉบับนี้ครบทุกข้อ
ภาพและเสียงที่ระบุตัวบุคคลได้เกี่ยวข้องกับ PDPA อย่างไร
ภาพหรือเสียงที่ทำให้รู้ได้ว่าเป็นใครอาจเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลจึงต้องพิจารณาว่าใช้เพื่ออะไร มีฐานกฎหมายใด และต้องแจ้งรายละเอียดอย่างไร หากใช้ความยินยอม ต้องเข้าเงื่อนไขมาตรา 19 เช่น คำขอชัดเจน เข้าใจง่าย และคำนึงถึงอิสระในการตัดสินใจ [2: มาตรา 6, 19 และ 23, 24] กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ใช้ฐานความยินยอมกับภาพทุกภาพเสมอไป มาตรา 24 มีฐานอื่นภายใต้เงื่อนไขของแต่ละฐานด้วย แต่การถ่ายในที่สาธารณะก็ไม่ได้ทำให้ใช้ภาพได้ทุกอย่าง เช่น ภาพบรรยากาศที่ใช้รายงานงานกับภาพที่นำไปทำให้ดูเหมือนบุคคลนั้นรับรองสินค้า มีวัตถุประสงค์และผลกระทบต่างกัน ต้องตรวจตามการใช้จริง [2] หากอ้างข้อยกเว้นสำหรับกิจการสื่อมวลชน งานศิลปกรรม หรืองานวรรณกรรมตามมาตรา 4 (3) ก็ต้องพิจารณาเงื่อนไขเกี่ยวกับจริยธรรมวิชาชีพหรือประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่เรียกงานว่า “คอนเทนต์” แล้วได้รับยกเว้นทุกเรื่อง ทั้งมาตรา 4 ยังวางหน้าที่เรื่องความมั่นคงปลอดภัยสำหรับกรณีที่ระบุไว้ด้วย [2] ก่อนเปลี่ยนการใช้จากบทสัมภาษณ์ไปเป็นโฆษณา จึงต้องพิจารณาทั้งขอบเขตที่ตกลงไว้ วัตถุประสงค์ที่แจ้ง และเงื่อนไขของการใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใหม่ตามมาตรา 21 ไม่สรุปว่าอนุญาตครั้งแรกแล้วใช้ต่อได้หมด หรือว่าทุกการเปลี่ยนแปลงต้องขอความยินยอมใหม่โดยไม่พิจารณากฎหมาย [2]
จากภาพใบหน้าไปเป็นระบบสแกนเข้าอาคาร
ข้อหารือเรื่องระบบสแกนใบหน้าของนิติบุคคลอาคารชุด ก. เป็นตัวอย่างที่ช่วยให้เห็นว่า ต้องดูการนำภาพไปใช้ด้วย ไม่ใช่ดูแค่ว่าเป็นภาพของคน นิติบุคคลอาคารชุดมีแผนเปลี่ยนการเข้าออกจากบัตรผ่านเป็น Face Scan และต้องเก็บภาพใบหน้าของผู้พักอาศัยไว้ใช้กับระบบ จึงหารือเรื่องบทบาท ความยินยอม และวิธีดำเนินการ [3] คำตอบพิจารณาข้อมูลภาพจำลองใบหน้าที่ใช้ยืนยันตัวบุคคลว่าเป็นข้อมูลชีวภาพตามมาตรา 26 และในกรณีที่หารือ ต้องขอความยินยอมโดยชัดแจ้ง พร้อมพิจารณาความจำเป็นต่อสัญญาหรือบริการ หากการใช้ข้อมูลนั้นไม่จำเป็นหรือไม่เกี่ยวข้องกับบริการ ย่อมบังคับให้ยินยอมเป็นเงื่อนไขไม่ได้ และต้องจัดให้มีทางเลือกยืนยันตัวตนที่ไม่สร้างอุปสรรคเกินสมควรแก่ผู้ไม่ยินยอมหรือถอนความยินยอม [3] คำตอบไม่ได้กำหนดว่าคอนโดทุกแห่งต้องใช้ทางเลือกเหมือนกันทั้งหมด และการเขียนเรื่องสแกนไว้ในสัญญาเพียงอย่างเดียวก็ไม่ควรถูกใช้แทนการพิจารณาความจำเป็นตามข้อเท็จจริง เมื่อนำมาเทียบกับงานภาพของเรา สิ่งที่ได้คือเหตุให้แยกภาพที่ใช้ประกอบบทสัมภาษณ์ออกจากภาพที่นำไปประมวลผลเพื่อยืนยันตัวตน ไม่ใช่เรียกทุกภาพที่เห็นใบหน้าว่าข้อมูลชีวภาพโดยอัตโนมัติ [2: มาตรา 26][3] ขณะเดียวกัน ภาพหรือเนื้อหาบางอย่างอาจเปิดเผยข้อมูลอ่อนไหวประเภทอื่นโดยไม่เกี่ยวกับชีวภาพเลย เช่น บทสัมภาษณ์ที่มีประวัติสุขภาพของเจ้าตัว จึงต้องพิจารณาว่าภาพ เสียง หรือข้อความเปิดเผยข้อมูลอะไร และนำไปใช้เพื่ออะไร [2: มาตรา 26]
จะสร้างเสียงพูดแทนเจ้าตัว ต้องคุยเรื่องนี้แยกให้ชัด
ในตัวอย่างตอนต้น การอัดเสียงให้สัมภาษณ์ภาษาไทยกับการสร้างเสียงที่พูดแทนบุคคลนั้นในภาษาอื่นไม่ใช่การใช้แบบเดียวกัน ก่อนนำไฟล์ไปสร้างเสียงสังเคราะห์ ควรตรวจสิทธิในไฟล์ เงื่อนไขเครื่องมือ การใช้ข้อมูลส่วนบุคคล และขอบเขตที่เจ้าตัวยอมให้ทำ [1][2] ควรอธิบายว่าจะสร้างเสียงเพื่อข้อความใด ใช้ในช่องทางไหน ใครอนุมัติข้อความและเสียงก่อนเผยแพร่ ผู้ให้บริการเก็บข้อมูลต้นทางหรือแบบจำลองไว้อย่างไร และมีวิธีหยุดใช้เมื่อเกิดปัญหาอย่างไร การใช้คำกว้าง ๆ ว่า “ตัดต่อหรือปรับแต่งได้ตามความเหมาะสม” อาจไม่ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจว่ารวมการสร้างเสียงพูดใหม่แทนเจ้าตัวหรือไม่ การเสนอให้ตกลงเรื่องนี้แยกเป็นวิธีควบคุมขอบเขตงาน ไม่ใช่ข้อสรุปว่าการโคลนเสียงทุกกรณีเป็นข้อมูลชีวภาพตามมาตรา 26 ต้องดูการใช้เทคนิคหรือเทคโนโลยีและการนำข้อมูลไปใช้ยืนยันตัวตนตามนิยามในมาตรานั้นประกอบ ไม่ใช่ตัดสินจากการมีเสียงของบุคคลอยู่ในไฟล์เพียงอย่างเดียว และข้อหารือสแกนใบหน้าข้างต้นก็ไม่ได้วินิจฉัยเรื่องสิทธิในเสียงสังเคราะห์แทนกรณีนี้ หากนำเสียงหรือภาพไปผูกกับสินค้า เรื่องละเอียดอ่อน หรือคำพูดที่บุคคลนั้นไม่ได้กล่าว ควรตรวจข้อความและบริบทเพิ่มเติมด้วย การได้สิทธิในไฟล์ไม่ได้ทำให้สิ่งที่สื่อถึงผู้ชมถูกต้องไปทั้งหมด
เมื่อผู้ร่วมงานเป็นเด็ก ต้องตรวจว่าใครให้ความยินยอมได้
หากอาศัยความยินยอมในการใช้ข้อมูลของผู้เยาว์ ต้องดูหลักมาตรา 20 สำหรับผู้เยาว์ที่เข้าเงื่อนไขของมาตรานี้และอายุไม่เกินสิบปี ให้ขอความยินยอมจากผู้ใช้อำนาจปกครองที่มีอำนาจกระทำการแทน ส่วนกรณีที่ผู้เยาว์ไม่อาจให้ความยินยอมโดยลำพังตามกฎหมายที่มาตรานี้อ้างถึง ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ใช้อำนาจปกครองที่มีอำนาจกระทำการแทนด้วย ไม่ใช่ถือว่าอายุเกินสิบปีแล้วตัดสินใจได้ทุกเรื่อง [2] ต้องตรวจสถานะการบรรลุนิติภาวะและความสามารถตามกฎหมายประกอบด้วย และแยกความยินยอมเรื่องข้อมูลออกจากความสามารถในการทำสัญญาจ้างหรือโอนสิทธิ การมีชื่อผู้ปกครองอยู่ในแบบฟอร์มหนึ่งช่องยังไม่บอกว่าใครเป็นผู้ตกลง มีอำนาจในเรื่องใด และได้รับคำอธิบายครบหรือไม่ ในทางทำงาน ควรอธิบายสิ่งที่จะถ่ายและเผยแพร่ให้เหมาะกับเด็กและผู้เกี่ยวข้อง ไม่ใช่มองว่าการได้ลายเซ็นครบทำให้ไม่ต้องสนใจความเข้าใจหรือความรู้สึกของผู้ร่วมงานอีก
ให้คนที่นำไฟล์ไปใช้ต่อเห็นข้อจำกัดด้วย
หลังถ่ายเสร็จ เอกสารอนุญาตอาจอยู่กับผู้ประสานงาน แต่คนทำโฆษณาได้รับเพียงไฟล์วิดีโอ ถ้าไม่ส่งข้อมูลขอบเขตการใช้ตามไปด้วย คนรับช่วงอาจคิดว่าไฟล์ในโฟลเดอร์ใช้ได้ทุกช่องทาง วิธีที่เสนอคือทำบันทึกสั้น ๆ ผูกกับไฟล์ เช่น ใช้ในบทสัมภาษณ์และคลิปประชาสัมพันธ์รายการได้ ส่วนการใช้กับโฆษณาสินค้าหรือสร้างเสียงสังเคราะห์ยังต้องตรวจเพิ่มเติม ระบุผู้ให้อนุญาต ขอบเขต วันที่ และฉบับงานที่เกี่ยวข้องเท่าที่จำเป็น โดยจำกัดการเข้าถึงเอกสารที่มีข้อมูลส่วนบุคคล ไม่เผยแบบอนุญาตทั้งฉบับให้ทุกคนดู [2: มาตรา 22 และ 37] เมื่อมีคำขอหยุดใช้ภาพ ถอนความยินยอม หรือขอลบข้อมูล ให้แยกตรวจว่าคำขอเกี่ยวกับสิทธิตาม PDPA ข้อตกลง หรือลิขสิทธิ์ส่วนใด การถอนความยินยอมมีหลักตามมาตรา 19 ส่วนสิทธิคัดค้านและลบมีเงื่อนไขตามมาตรา 32 และ 33 ไม่ควรปฏิเสธทุกอย่างเพียงเพราะเคยเซ็นเอกสาร และไม่ควรรับปากว่าคำขอหนึ่งครั้งทำให้ทุกการใช้ในอดีตหรือข้อตกลงทุกส่วนหมดผลทันที [2] ก่อนถ่ายงานครั้งต่อไป การคุยให้คนที่เกี่ยวข้องรู้ว่าจะบันทึกอะไรและใช้แบบไหน จึงสำคัญไม่น้อยกว่าการเตรียมกล้องหรือไฟล์งาน หากขอบเขตนั้นถูกส่งต่อไปถึงคนตัดต่อ คนเผยแพร่ และลูกค้าด้วย ก็จะลดโอกาสที่ใครต้องมาแก้ความเข้าใจกันหลังภาพหรือเสียงออกไปแล้ว
เอกสารอ้างอิง
- พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ประกอบ ฉบับรวบรวมกฎหมายลิขสิทธิ์และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง พ.ศ. 2565 ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะมาตรา 4, 6, 8, 9, 10, 15, 16, 17 และ 44
- พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 โดยเฉพาะมาตรา 4, 6, 19, 20, 21, 22, 23, 24, 26, 27, 32, 33 และ 37
- ข้อหารือเรื่อง ขั้นตอนการจัดเก็บข้อมูลอ่อนไหวของระบบสแกนใบหน้า (Face Scan) สำหรับนิติบุคคลอาคารชุด ก. ส่วนความเห็นเกี่ยวกับข้อมูลชีวภาพ ความยินยอม ความจำเป็น และทางเลือกยืนยันตัวตน
งานสัมภาษณ์และข้อเสนอสร้างเสียงในบทความเป็นสถานการณ์สมมติ ส่วนกรณีอาคารชุดเป็นคำตอบข้อหารือตามแหล่งที่ระบุ บทความไม่ได้วินิจฉัยสิทธิหรือความรับผิดของการใช้ภาพและเสียงเฉพาะโครงการ