CapybarAIsource maps & field notes

งาน สัญญา และสิทธิ

จ่ายค่าจ้างแล้ว ใครเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงาน

สมมติว่าแบรนด์จ้างนักออกแบบทำภาพประกอบสำหรับสินค้า เมื่อรับงานและจ่ายเงินแล้ว แบรนด์นำภาพไปพิมพ์บนบรรจุภัณฑ์ ต่อมานักออกแบบนำภาพเดียวกันไปขายเป็นไฟล์ดาวน์โหลด ทั้งสองฝ่ายต่างคิดว่าตนมีสิทธิทำได้ เพราะฝ่ายหนึ่งเป็นคนจ่ายค่าจ้าง ส่วนอีกฝ่ายเป็นคนวาด คำตอบไม่ได้อยู่ที่ใครลงแรงหรื…

ภาพประกอบ: สิทธิในงานต้องดูผู้สร้าง ความสัมพันธ์การจ้าง ข้อตกลง และสิทธิที่ส่งต่อ
ภาพนี้ช่วยแยกคำถามว่าใครสร้างงาน สร้างในฐานะอะไร และมีข้อตกลงเรื่องสิทธิอย่างไร ก่อนจะสรุปว่าใครมีสิทธิใช้ อนุญาต หรือโอนงานต่อ

สมมติว่าแบรนด์จ้างนักออกแบบทำภาพประกอบสำหรับสินค้า เมื่อรับงานและจ่ายเงินแล้ว แบรนด์นำภาพไปพิมพ์บนบรรจุภัณฑ์ ต่อมานักออกแบบนำภาพเดียวกันไปขายเป็นไฟล์ดาวน์โหลด ทั้งสองฝ่ายต่างคิดว่าตนมีสิทธิทำได้ เพราะฝ่ายหนึ่งเป็นคนจ่ายค่าจ้าง ส่วนอีกฝ่ายเป็นคนวาด คำตอบไม่ได้อยู่ที่ใครลงแรงหรือจ่ายเงินมากกว่ากันเพียงอย่างเดียว ต้องดูลักษณะงาน ความสัมพันธ์ของผู้สร้างกับผู้ว่าจ้าง และสิ่งที่ตกลงกันไว้ กฎหมายไทยวางหลักของงานลูกจ้างกับงานรับจ้างสร้างสรรค์ไว้ต่างกัน จึงควรเริ่มจากแยกสองกรณีนี้ก่อน [1]

งานของพนักงานกับงานที่จ้างให้บุคคลอื่นสร้าง ไม่ใช้หลักเดียวกัน

มาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 กำหนดว่า งานที่สร้างขึ้นในฐานะพนักงานหรือลูกจ้าง หากไม่ได้ทำหนังสือตกลงไว้เป็นอย่างอื่น ลิขสิทธิ์เป็นของผู้สร้างสรรค์ แต่นายจ้างมีสิทธินำงานออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนตามวัตถุประสงค์แห่งการจ้างแรงงานนั้น [1] ส่วน มาตรา 10 กำหนดว่า งานที่ผู้สร้างสรรค์สร้างขึ้นโดยรับจ้างบุคคลอื่น ให้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ เว้นแต่ผู้สร้างสรรค์และผู้ว่าจ้างตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น กรณีนักออกแบบรับจ้างวาดภาพให้แบรนด์จึงต้องนำหลักนี้และข้อตกลงจริงมาพิจารณา ไม่สรุปว่าคนวาดเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เสมอ [1] อย่างไรก็ตาม ชื่อเรียกว่า “ฟรีแลนซ์” หรือ “พนักงาน” ในใบเสนอราคาไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั้งหมดที่ใช้จำแนกความสัมพันธ์ ต้องดูว่าทำงานในฐานะใดจริงและงานชิ้นนั้นเกิดขึ้นภายใต้การจ้างใด บทความนี้จึงไม่ได้วินิจฉัยสถานะการจ้างของบุคคลจากชื่อเรียกเพียงคำเดียว

ต้องดูด้วยว่าสิ่งที่ได้มาเป็นงานที่สร้างให้ใหม่หรือสิทธิใช้ของที่มีอยู่แล้ว

การจ้างวาดภาพใหม่กับการซื้อสิทธิใช้ภาพสำเร็จรูปจากเว็บไซต์ เป็นคนละกรณี การจ่ายเงินเพื่อดาวน์โหลดภาพที่มีอยู่แล้วไม่ได้ทำให้ผู้ซื้อเป็นผู้ว่าจ้างให้สร้างงานชิ้นนั้นตามตัวอย่างข้างต้นโดยอัตโนมัติ ต้องอ่านว่าผู้ขายอนุญาตให้ใช้อะไรและมีข้อจำกัดอย่างไร [1: หลักสิทธิและการอนุญาตตามมาตราที่อ้างด้านล่าง] สมมติว่าเอเจนซีออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้ แต่ใช้ภาพสำเร็จรูปและฟอนต์ที่มีอยู่ก่อนแล้ว แบรนด์อาจได้รับสิทธิในส่วนที่สร้างให้ใหม่ ขณะเดียวกันยังต้องใช้ส่วนประกอบอื่นภายใต้ใบอนุญาตของเจ้าของสิทธิ การมีผลงานสำเร็จเพียงไฟล์เดียวจึงไม่ได้ทำให้สิทธิทุกส่วนรวมเป็นของคนคนเดียวกัน กฎหมายแยกสิทธิในงานดัดแปลงหรือรวบรวมออกจากสิทธิในงานเดิมด้วย การนำองค์ประกอบของผู้อื่นมาจัดใหม่จึงไม่ทำให้สิทธิของเจ้าของงานต้นทางหายไป ควรให้ผู้ส่งมอบบอกว่าส่วนใดสร้างขึ้นใหม่ ส่วนใดได้รับอนุญาตมา และมีข้อจำกัดที่ต้องส่งต่อถึงลูกค้าอย่างไร [1: หลักงานดัดแปลงและรวบรวมในฉบับรวบรวมของกรมทรัพย์สินทางปัญญา]

การอนุญาตให้ใช้กับการโอนลิขสิทธิ์ต่างกันอย่างไร

เจ้าของลิขสิทธิ์อาจยังถือสิทธิไว้และอนุญาตให้ผู้อื่นใช้งานบางแบบ เช่น ใช้ภาพบนเว็บไซต์และสื่อโฆษณาของแบรนด์เป็นเวลาสองปี สิทธิทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชน และอนุญาตให้ผู้อื่นใช้ อยู่ใน มาตรา 15 ส่วน มาตรา 16 วางหลักว่า การอนุญาตให้รายหนึ่งใช้ไม่ได้ตัดสิทธิเจ้าของที่จะอนุญาตให้รายอื่นใช้ด้วย เว้นแต่ในหนังสืออนุญาตระบุเป็นข้อห้ามไว้ [1] ดังนั้น หากแบรนด์ต้องการสิทธิใช้แต่ผู้เดียว ควรเขียนให้ชัดว่าแต่ผู้เดียวในงานส่วนใด การใช้งานแบบไหน และนานเท่าใด ไม่ใช้คำว่า “ซื้อภาพ” แทนรายละเอียดทั้งหมด ขณะเดียวกัน การให้สิทธิใช้แต่ผู้เดียวก็ไม่ใช่ถ้อยคำเดียวกับการโอนลิขสิทธิ์ มาตรา 17 อนุญาตให้โอนลิขสิทธิ์ทั้งหมดหรือบางส่วนได้ โดยการโอนที่ไม่ใช่ทางมรดกต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอนและผู้รับโอน และหากไม่ได้กำหนดระยะเวลาในสัญญาโอน ให้ถือว่าโอนเป็นเวลาสิบปี หลักเรื่องสัญญาโอนนี้ต้องแยกจากกรณีที่ผู้ว่าจ้างมีลิขสิทธิ์ตาม มาตรา 10 อยู่แล้ว ไม่ใช่ว่างานรับจ้างทุกงานต้องทำเอกสารโอนใหม่เสมอไป [1]

ใบเสร็จช่วยบอกว่าจ่ายอะไร แต่ต้องอ่านข้อตกลงประกอบ

ใบเสนอราคา ใบสั่งซื้อ และหลักฐานชำระเงินช่วยแสดงความสัมพันธ์และขอบเขตงานได้ แต่คำว่า “ค่าออกแบบ” เพียงอย่างเดียวอาจไม่ตอบว่าอนุญาตให้ใช้ภาพอย่างไร มีส่วนประกอบของผู้อื่นหรือไม่ และมีข้อตกลงเรื่องสิทธิเป็นอย่างอื่นไว้ที่ใด ในตัวอย่างภาพประกอบ เราจึงควรเปิดทั้งบรีฟ ข้อเสนอที่ยอมรับ และข้อความที่พูดเรื่องสิทธิ ถ้ามีข้อกำหนดว่าผู้สร้างสงวนสิทธิไว้และให้แบรนด์ใช้เฉพาะโครงการ ก็ต้องอ่านข้อกำหนดนั้นจริง ไม่หยิบเฉพาะหลักฐานว่าจ่ายเงินแล้วมาอธิบายทั้งหมด ตรงกันข้าม การบอกว่าใบเสร็จไม่ใช่คำตอบทั้งหมดก็ไม่ควรถูกตีความว่าการว่าจ้างไม่มีผลต่อสิทธิ เพราะกฎหมายมีหลักของงานรับจ้างไว้โดยตรง สิ่งที่ควรทำคือรวบรวมข้อเท็จจริงให้ครบก่อนใช้หลักกฎหมาย ไม่เลือกประโยคที่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ได้ลิขสิทธิ์แล้ว ก็ยังต้องตกลงเรื่องไฟล์และการแก้ไข

แบรนด์อาจมีลิขสิทธิ์ในงาน แต่ได้รับเพียงไฟล์ภาพที่รวมทุกชั้นไว้แล้ว ขณะที่นักออกแบบยังเก็บไฟล์ต้นฉบับที่ใช้แก้ข้อความและแยกองค์ประกอบได้ เรื่องสิทธิในงานจึงต้องแยกจากรายการไฟล์ที่มีหน้าที่ส่งมอบตามข้อตกลง ควรระบุว่าจะได้รับไฟล์พร้อมเผยแพร่ ไฟล์แก้ไขได้ ภาพต้นฉบับ หรือส่วนประกอบใดบ้าง และส่วนไหนส่งต่อไม่ได้เพราะติดใบอนุญาตของบุคคลอื่น การมีลิขสิทธิ์ไม่ได้ครอบคลุมรายละเอียดทางเทคนิคของไฟล์ทุกส่วนเสมอไป ส่วนการมีไฟล์แก้ไขได้ก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าผู้รับมีสิทธิดัดแปลงหรือเผยแพร่ทุกแบบ นอกจากนี้ มาตรา 18 ยังกล่าวถึงสิทธิของผู้สร้างสรรค์ในการแสดงตนและคัดค้านการบิดเบือน ตัดทอน ดัดแปลง หรือทำอย่างอื่นจนเสียหายต่อชื่อเสียงหรือเกียรติคุณ ภายใต้เงื่อนไขของมาตรา จึงไม่ควรสรุปว่าการรับโอนลิขสิทธิ์ทำให้ข้อจำกัดเกี่ยวกับผู้สร้างสรรค์หมดไปทุกเรื่อง [1]

ผู้สร้างนำงานไปใส่แฟ้มผลงานได้หรือไม่

นักออกแบบอาจต้องการแสดงงานเพื่อรับงานต่อ แต่ถ้าลิขสิทธิ์เป็นของผู้ว่าจ้างหรือมีการโอนสิทธิไปแล้ว ควรตรวจสิทธิและข้อตกลงก่อนนำงานออกเผยแพร่ การเป็นคนวาดเองไม่ได้เป็นข้อยกเว้นให้เผยแพร่ทุกกรณี ควรตกลงเรื่องแฟ้มผลงานไว้ต่างหาก เช่น ใช้ภาพใด หลังสินค้าเปิดตัวเมื่อไร และแสดงรายละเอียดลูกค้าได้เพียงใด หรือแสดงขั้นตอนการผลิตผลงานได้แค่ไหน เพียงใด เป็นต้น [1: มาตรา 15] แม้ตกลงเรื่องลิขสิทธิ์ไว้แล้ว ภาพอาจยังเปิดเผยสินค้าที่ไม่เปิดตัว ข้อมูลส่วนบุคคล หรือสิ่งที่ต้องรักษาเป็นความลับ คำอนุญาตใช้ผลงานจึงควรอ่านประกอบข้อตกลงและหน้าที่อื่นที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช้แทนกันทั้งหมด

ไม่ต้องจดทะเบียนลิขสิทธิ์ ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องเก็บหลักฐาน

กรมทรัพย์สินทางปัญญาอธิบายว่า งานที่เข้าเงื่อนไขได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ได้โดยไม่ต้องจดทะเบียน และมีบริการรับแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์แยกต่างหาก การคุ้มครองจึงไม่ควรถูกผูกกับการมีใบแจ้งข้อมูลเท่านั้น แต่ก็ยังต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงเรื่องการสร้างงานและสิทธิเมื่อมีข้อโต้แย้ง [2] ในทางการทำงาน ควรเก็บไฟล์พัฒนางาน ข้อตกลง ใบอนุญาตส่วนประกอบ และหลักฐานส่งมอบให้ตามกลับได้ จุดหมายไม่ใช่สร้างเอกสารจำนวนมาก แต่ให้ตอบได้ว่างานเกิดขึ้นอย่างไร ใครมีสิทธิส่วนไหน และสิทธิที่ส่งให้ลูกค้าครอบคลุมการใช้ที่ตกลงกันหรือไม่ เมื่อแยกคำถามเหล่านี้แล้ว เราจะไม่ต้องอาศัยประโยคสั้น ๆ ว่า “จ่ายแล้วเป็นของเรา” หรือ “ฉันสร้างจึงเป็นของฉัน” เป็นคำตอบทุกกรณี และสามารถตกลงเรื่องสำคัญก่อนนำงานไปใช้จนเกิดข้อขัดแย้ง

เอกสารอ้างอิง

  1. พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ประกอบ ฉบับรวบรวมและที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง พ.ศ. 2565 ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา — อ่านหลักงานจ้าง สิทธิในงานเดิม การอนุญาต การโอน และสิทธิผู้สร้างสรรค์ประกอบกัน
  2. กรมทรัพย์สินทางปัญญา — ความรู้และบริการด้านลิขสิทธิ์ — คำอธิบายการคุ้มครองโดยไม่ต้องจดทะเบียนและช่องทางแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์

ตัวอย่างทั้งหมดเป็นสถานการณ์สมมติ การพิจารณาสิทธิในงานจริงต้องอ่านข้อเท็จจริงและข้อตกลงของผู้เกี่ยวข้องประกอบเสมอ ไม่ควรดูจากชื่ออาชีพ ชื่อเอกสารหรือหลักฐานชำระเงินเพียงชิ้นเดียว