CapybarAIsource maps & field notes

แบรนด์และทรัพย์สินทางปัญญา

ตั้งชื่อแบรนด์และออกแบบโลโก้ ต้องตรวจสิทธิอะไรบ้าง

สมมติว่าเราทำช่องเล่าเรื่องงานออกแบบมาระยะหนึ่ง และอยากใช้ชื่อช่องขายสมุด จัดเวิร์กช็อป และรับงานให้ลูกค้า เราจองชื่อเว็บไซต์ได้แล้ว บัญชีสื่อสังคมออนไลน์ก็ยังไม่มีใครใช้ชื่อเดียวกัน จึงจ้างนักออกแบบทำโลโก้และเตรียมสั่งพิมพ์บรรจุภัณฑ์ สิ่งที่ควรตรวจให้ชัดก่อนลงทุนต่อคือ ชื่อนั…

ภาพประกอบ: ชื่อแบรนด์ต้องตรวจหลายระบบและสิทธิหลายด้านควบคู่กัน
ภาพนี้ช่วยแยกการตรวจชื่อเว็บไซต์ ชื่อกิจการ เครื่องหมายการค้า และสิทธิในโลโก้ออกจากกัน เพื่อไม่ให้ผลจากระบบหนึ่งถูกใช้แทนอีกระบบหนึ่ง

สมมติว่าเราทำช่องเล่าเรื่องงานออกแบบมาระยะหนึ่ง และอยากใช้ชื่อช่องขายสมุด จัดเวิร์กช็อป และรับงานให้ลูกค้า เราจองชื่อเว็บไซต์ได้แล้ว บัญชีสื่อสังคมออนไลน์ก็ยังไม่มีใครใช้ชื่อเดียวกัน จึงจ้างนักออกแบบทำโลโก้และเตรียมสั่งพิมพ์บรรจุภัณฑ์ สิ่งที่ควรตรวจให้ชัดก่อนลงทุนต่อคือ ชื่อนั้นเหมาะจะใช้เป็นเครื่องหมายของสินค้าหรือบริการหรือไม่ มีสิทธิของผู้อื่นที่ต้องพิจารณาหรือเปล่า และเรามีสิทธิในภาพหรือส่วนประกอบของโลโก้เพียงใด การจองชื่อได้ในระบบหนึ่งไม่ได้ตอบคำถามทั้งหมดนี้แทนระบบอื่น

เริ่มจากบอกว่าจะใช้ชื่อกับสินค้าและบริการอะไร

ชื่อเดียวกันอาจใช้เป็นชื่อช่อง ชื่อผู้จัดอบรม และชื่อสินค้าคนละประเภท การตรวจจึงควรเริ่มจากการใช้งานที่ตั้งใจจริง ไม่ใช่เริ่มจากเลือกโลโก้ที่ชอบแล้วค่อยคิดว่าจะนำไปติดอะไรบ้าง ในตัวอย่าง เราควรแยกว่างานที่ทำอยู่คือเผยแพร่เนื้อหา ขายสมุด รับออกแบบ หรือจัดเวิร์กช็อป และมีแผนใดที่จะเริ่มจริงในระยะต่อไป ข้อมูลนี้ช่วยให้ผู้ตรวจพิจารณาประเภทเครื่องหมายและสินค้าใกล้เคียงได้ตรงประเด็น ไม่ได้หมายความว่าทุกกิจกรรมต้องใช้ชื่อใหม่หรือยื่นคำขอแยกแบบเดียวกันทั้งหมด กรมทรัพย์สินทางปัญญาอธิบายประเภทเครื่องหมายที่กฎหมายคุ้มครอง รวมทั้งเครื่องหมายการค้าที่ใช้กับสินค้าและเครื่องหมายบริการที่ใช้กับบริการ พร้อมมีรายการจำพวกสินค้าและบริการให้ค้น การเลือกจำพวกจึงควรสัมพันธ์กับสิ่งที่เราจะเสนอจริง ไม่ใช่ดูเพียงว่าธุรกิจเรียกตนเองว่าเป็นครีเอเตอร์ [1]

ชื่อควรช่วยให้ผู้ซื้อแยกแบรนด์ของเราออกจากแบรนด์อื่น

มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม วางหลักว่า เครื่องหมายที่จะรับจดทะเบียนต้องมีลักษณะบ่งเฉพาะ ไม่มีลักษณะต้องห้าม และไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วตามเงื่อนไขกฎหมาย ส่วนมาตรา 7 อธิบายลักษณะที่ช่วยให้ผู้ใช้สินค้ารู้และเข้าใจว่าสินค้าของเจ้าของเครื่องหมายแตกต่างจากสินค้าอื่น [2] สมมติว่าตั้งชื่อสมุดว่า “สมุดจดงาน” คำนี้อธิบายสินค้าได้ทันที แต่ความเข้าใจง่ายทางการตลาดกับความเหมาะสมที่จะจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ต้องดูทั้งถ้อยคำ องค์ประกอบโดยรวม และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ไม่อาจตัดสินว่าชื่อพรรณนาทุกชื่อจดไม่ได้ หรือเพียงแต่งตัวอักษรใหม่แล้วจดได้เสมอ คำถามที่ควรส่งให้นักออกแบบจึงอาจเป็นว่า เราจะทำให้ผู้ซื้อจดจำแหล่งที่มาของสินค้าหรือบริการได้อย่างไร โดยไม่พึ่งแต่คำที่ทุกคนต้องใช้บอกชนิดสินค้า การออกแบบช่วยสร้างทางเลือก แต่การพิจารณารับจดทะเบียนยังต้องตรวจตามกฎหมายแยกต่างหาก

ชื่อเว็บไซต์ ชื่อบริษัท และเครื่องหมายการค้า ต้องตรวจคนละเรื่อง

การพบว่าชื่อเว็บไซต์ยังจองได้ บอกได้เพียงผลในระบบจดชื่อเว็บไซต์นั้น ณ เวลาที่ตรวจ ไม่ใช่ผลตรวจฐานทะเบียนเครื่องหมายการค้า เช่นเดียวกับการมีชื่อบัญชีสื่อสังคมออนไลน์หรือชื่อกิจการ ก็ไม่ควรถูกใช้เป็นคำรับรองว่าไม่มีสิทธิของผู้อื่นเกี่ยวข้อง วิธีทำงานที่เสนอคือเก็บผลแต่ละระบบแยกกัน พร้อมวันตรวจและขอบเขต เช่น ชื่อเว็บไซต์ที่จองไว้ ชื่อที่ใช้ติดต่อค้าขาย และเครื่องหมายที่ต้องการยื่น พร้อมระบุว่าใครเป็นเจ้าของหรือผู้ถือบัญชีแต่ละรายการ ไม่ใช้ช่องเดียวว่า “ชื่อผ่านแล้ว” โดยไม่รู้ว่าผ่านการตรวจอะไร กรมทรัพย์สินทางปัญญามีช่องทางตรวจข้อมูลเครื่องหมายการค้าสำหรับประชาชน การตรวจในฐานนี้จึงควรเป็นอีกงานหนึ่งที่ทำโดยตรง ไม่ใช้ผลค้นจากเครื่องมือค้นหาทั่วไปแทนทั้งหมด [1]

อย่าค้นเฉพาะชื่อที่สะกดเหมือนกันทุกตัว

สำหรับชื่อที่มีทั้งภาษาไทยและอังกฤษ เราอาจเริ่มจากรูปสะกดที่ตั้งใจใช้ คำอ่านที่ใกล้กัน การเว้นวรรค และคำหลักที่เป็นจุดจำของชื่อ หากโลโก้มีภาพเด่นก็ควรตรวจส่วนภาพด้วย ไม่ค้นเฉพาะตัวหนังสือแล้วถือว่าตรวจครบ การค้นเป็นขั้นเตรียมข้อมูล ส่วนการตัดสินว่าเหมือนหรือคล้ายในทางกฎหมายต้องพิจารณารายละเอียดของเครื่องหมาย สินค้าหรือบริการ และหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช้ความรู้สึกว่า “หน้าตาไม่เหมือนกันมาก” แทนการตรวจ และไม่สรุปว่าคนละจำพวกย่อมไม่เกี่ยวกันเสมอไป [2] หากพบเครื่องหมายใกล้เคียง ให้เก็บเลขคำขอหรือทะเบียน ผู้ขอ รูปเครื่องหมาย รายการสินค้า และสถานะที่ระบบแสดงไว้เพื่อทบทวนต่อ การพบข้อมูลใกล้เคียงไม่ได้แปลว่าเราละเมิดแล้ว แต่เป็นเหตุให้ตรวจให้ชัดก่อนสั่งผลิตหรือใช้ชื่อในวงกว้าง

จ้างทำโลโก้แล้ว ต้องรู้สิทธิในภาพและส่วนประกอบด้วย

โลโก้อาจมีทั้งงานที่นักออกแบบสร้างใหม่ ฟอนต์ ภาพสำเร็จรูป หรือสัญลักษณ์จากชุดที่ได้รับอนุญาตมา การตกลงเรื่องลิขสิทธิ์ต้องอ่านตามลักษณะการจ้างและข้อตกลง มาตรา 9 กับ มาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 วางหลักงานลูกจ้างกับงานรับจ้างสร้างสรรค์ไว้ต่างกัน ไม่ควรรับรองสิทธิโลโก้จากการจ่ายเงินอย่างเดียวโดยยังไม่ทราบที่มาขององค์ประกอบ [3] ก่อนรับงาน ควรให้ผู้ผลิตบอกว่าส่วนใดวาดใหม่ ส่วนใดใช้ภายใต้ใบอนุญาต และข้อจำกัดนั้นกระทบการใช้เป็นโลโก้ การแก้ไข หรือการนำไปยื่นจดทะเบียนหรือไม่ การได้รับอนุญาตให้ใช้ภาพในงานโฆษณาไม่ได้ตอบว่าข้อตกลงเดียวกันเปิดให้ใช้ภาพเป็นเครื่องหมายของแบรนด์ด้วยเสมอไป ต้องอ่านใบอนุญาตนั้นจริง หากตกลงโอนลิขสิทธิ์ ให้ตรวจหลักตาม มาตรา 17 และแยกจากกรณีที่ผู้ว่าจ้างมีสิทธิอยู่แล้วตามกฎหมาย ส่วนไฟล์ต้นฉบับที่แก้ไขได้ คู่มือสี และรูปแบบที่ต้องส่งมอบ ควรระบุในรายการงานอีกส่วนหนึ่ง ไม่ใช้คำว่าได้ลิขสิทธิ์แล้วแทนรายการไฟล์ [3]

ใช้ AI ช่วยคิดชื่อหรือภาพได้ แต่ผลลัพธ์ยังต้องตรวจ

เราสามารถใช้ AI ช่วยเสนอชื่อ คำอ่าน หรือแนวภาพเพื่อทำงานต่อได้ แต่ไม่ควรนำคำตอบว่า “ชื่อนี้ยังไม่มีใครใช้” มาแทนการค้นฐานข้อมูลและตรวจข้อเท็จจริง และไม่ควรถือว่าภาพที่ระบบสร้างให้ย่อมไม่มีองค์ประกอบคล้ายงานหรือเครื่องหมายของผู้อื่น สำหรับการทำงานของทีม แนวทางที่เสนอคือเก็บชื่อและภาพที่คัดเลือกเป็นรุ่น ๆ พร้อมที่มา แล้วส่งเฉพาะทางเลือกที่ต้องการใช้จริงให้ตรวจต่อ หากนักออกแบบนำผลลัพธ์มาสร้างใหม่ ก็ควรบันทึกส่วนที่สร้างและแก้ไข โดยไม่ใช้จำนวนครั้งที่แก้เป็นหลักรับรองว่าได้ลิขสิทธิ์แน่นอน ประเด็นสิทธิในงานที่มนุษย์สร้าง สิทธิของบุคคลอื่น และเงื่อนไขเครื่องมือเป็นเรื่องที่ต้องตรวจแยกจากการจดทะเบียนเครื่องหมาย การผ่านการตรวจเรื่องหนึ่งจึงไม่ควรนำไปสรุปว่าอีกเรื่องผ่านแล้ว [2][3]

ก่อนสั่งผลิต ลองตรวจว่าทุกคนใช้แบบเดียวกันหรือไม่

การเลือกชื่อแล้วอาจยังมีหลายรูปสะกด โลโก้หลายเวอร์ชัน หรือคำภาษาอังกฤษที่เปลี่ยนระหว่างทำบรรจุภัณฑ์ ควรระบุให้ชัดว่าแบบใดเป็นแบบที่จะใช้จริง ใครอนุมัติ และแบบที่ส่งตรวจสิทธิตรงกับแบบที่กำลังพิมพ์หรือไม่ ถ้ามีการเปลี่ยนคำหลัก รูปภาพ หรือสินค้าและบริการที่จะใช้ ควรกลับมาทบทวนผลเดิม ไม่ใช้รายงานค้นของชื่อเก่าเป็นคำรับรองชื่อใหม่ ส่วนการขยายไปต่างประเทศต้องเปิดการตรวจของประเทศที่เกี่ยวข้อง ไม่ถือว่าการใช้หรือจดทะเบียนในไทยให้ผลเหมือนกันทุกประเทศ งานตั้งชื่อและออกแบบจึงทำคู่กับงานตรวจสิทธิได้ตั้งแต่ต้น เมื่อรู้ว่าต้องตรวจอะไร นักออกแบบก็มีข้อมูลเลือกทางที่เหมาะสม และเจ้าของแบรนด์ไม่ต้องรื้อบรรจุภัณฑ์ทั้งชุดเพียงเพราะคำว่า “ชื่อว่าง” เคยถูกเข้าใจว่าแปลว่า “ใช้ได้ทุกอย่าง”

เอกสารอ้างอิง

  1. กรมทรัพย์สินทางปัญญา — ความรู้และบริการเครื่องหมายการค้า — ประเภทเครื่องหมาย ระบบค้นข้อมูล และรายการสินค้าและบริการ
  2. พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 — ราชกิจจานุเบกษา ประกอบ ฉบับรวมของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยแพร่ โดยเฉพาะ มาตรา 6 และ มาตรา 7 รวมทั้ง คำอธิบายสรุปสาระสำคัญของกรมทรัพย์สินทางปัญญา และ ระเบียนกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา — แหล่งกฎหมายและคำอธิบายประกอบ ไม่ใช่ผลอนุมัติชื่อหรือโลโก้เฉพาะราย
  3. พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ประกอบ ฉบับรวบรวมและที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง พ.ศ. 2565 ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา

ตัวอย่างเป็นสถานการณ์สมมติ บทความไม่ได้ตรวจหรือรับรองว่าชื่อและเครื่องหมายใดจดทะเบียนได้ ไม่ละเมิด หรือมีสิทธิแต่ผู้เดียว