CapybarAIsource maps & field notes

แพลตฟอร์มและ AI

ใช้ AI ทำงานให้ลูกค้า ต้องตกลงเรื่องข้อมูลและลิขสิทธิ์อย่างไร

ข้อสงวนก่อนอ่าน — ข้อมูลตรวจถึง 6 กันยายน 2569 กฎหมายเฉพาะด้าน AI และแนวทางกำกับยังอยู่ระหว่างพัฒนาในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยซึ่ง ETDA ยังเดินหน้าจัดทำกรอบ AI Governance เครื่องมือ Whitepaper และข้อเสนอเชิงนโยบายหรือกฎหมายเพิ่มเติม ขณะที่ต่างประเทศใช้โมเดลกำกับต่างกัน และประ…

ข้อสงวนก่อนอ่าน — ข้อมูลตรวจถึง 6 กันยายน 2569 กฎหมายเฉพาะด้าน AI และแนวทางกำกับยังอยู่ระหว่างพัฒนาในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยซึ่ง ETDA ยังเดินหน้าจัดทำกรอบ AI Governance เครื่องมือ Whitepaper และข้อเสนอเชิงนโยบายหรือกฎหมายเพิ่มเติม ขณะที่ต่างประเทศใช้โมเดลกำกับต่างกัน และประเด็นอย่างลิขสิทธิ์ของผลงานที่เกี่ยวข้องกับ AI การใช้ข้อมูลฝึกโมเดล ภาพหรือเสียงสังเคราะห์ และความรับผิดของผู้ใช้หรือผู้ให้บริการยังถูกตีความและพัฒนาผ่านหน่วยงานและศาลตามเขตอำนาจของตนอย่างต่อเนื่อง [9][10][11] ดังนั้น บทความนี้เสนอ กรอบตรวจงานตามข้อมูลและกฎหมายที่เข้าถึงได้ถึงวันที่ 6 กันยายน 2569 ไม่ใช่ข้อสรุปว่าหลักกฎหมายเกี่ยวกับ AI ตกผลึกแล้วหรือมีแนวทางการบังคับใช้ที่ชัดเจนแล้วแต่อย่างใด ก่อนใช้กับงานจริงควรตรวจประเทศที่เกี่ยวข้อง กฎหมายและแนวทางล่าสุด เงื่อนไขของเครื่องมือ ตลอดจนคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ที่อาจเปลี่ยนคำตอบหรือแนวทาง และติดตามพัฒนาการเหล่านี้อย่างใกล้ชิดต่อไป สมมติว่าลูกค้าส่งภาพสินค้า แผนเปิดตัว และบทสัมภาษณ์ผู้ใช้สินค้ามาให้ทีมทำโฆษณา นักออกแบบอยากใช้ AI ช่วยลองภาพหลายแนว คนเขียนอยากให้ช่วยสรุปบทสัมภาษณ์ ส่วนคนตัดต่ออยากสร้างเสียงบรรยายตัวอย่างเพื่อให้ลูกค้าเห็นงานเร็วขึ้น ก่อนเริ่ม ควรคุยกันให้ชัดว่าใช้ AI ในส่วนไหนได้ ไฟล์ใดนำเข้าเครื่องมือได้ และลูกค้าจะได้รับงานพร้อมสิทธิใช้งานอย่างไร การได้รับไฟล์มาเพื่อทำงานไม่ได้แปลว่าส่งเข้าเครื่องมือภายนอกได้ทุกตัว และการที่เครื่องมืออนุญาตให้ใช้ผลลัพธ์ทางการค้าก็ยังไม่ตอบเรื่องลิขสิทธิ์ทั้งหมดของงานนั้น ต้องอ่านทั้งข้อตกลง สิทธิในต้นทาง และกฎหมายที่เกี่ยวข้องประกอบกัน โดยแยกคำถามเรื่องข้อมูลที่ส่งเข้าเครื่องมือออกจากสิทธิในงานที่จะส่งลูกค้า [1][2]

ตกลงให้ชัดว่าจะใช้ AI ช่วยส่วนไหน

คำว่า “ใช้ AI ช่วยงาน” อาจหมายถึงเพียงขอแนวคิด หรือหมายถึงสร้างภาพหลัก เขียนข้อความ และทำเสียงบรรยายที่จะส่งลูกค้าจริง ๆ ความต่างนี้สำคัญ เพราะลูกค้าอาจยอมรับการใช้เครื่องมือช่วยคิด แต่ต้องการให้ภาพประจำแบรนด์เป็นงานที่นักออกแบบสร้างขึ้นเอง หรือห้ามนำข้อมูลที่ยังไม่เปิดเผยไปใช้กับบริการภายนอก จึงควรอธิบายให้เป็นงานที่มองเห็นได้ เช่น ใช้ AI ร่างแนวภาพก่อนให้นักออกแบบทำต่อ ใช้ช่วยถอดความเสียงที่ได้รับอนุญาต หรือใช้สร้างภาพพื้นหลังในชิ้นงานสุดท้าย พร้อมตกลงว่าส่วนใดต้องให้ลูกค้าเห็นและอนุมัติก่อน การเขียนเพียงว่า “อาจใช้เทคโนโลยีในการผลิต” อาจยังไม่ทำให้สองฝ่ายเข้าใจสิ่งที่จะเกิดขึ้นตรงกัน ข้อเสนอนี้เป็นเรื่องการตกลงงาน ไม่ใช่การอ้างว่ามีกฎหมายข้อเดียวกำหนดให้ติดป้าย AI บนงานทุกชนิด อย่างไรก็ตาม งานโฆษณามีแนวทางเฉพาะที่ต้องอ่านประกอบ เช่น ประกาศของ สคบ. เกี่ยวกับโฆษณาที่อาจทำให้เข้าใจผิด ข้อ 2 (3) กล่าวถึงการแจ้งเมื่อภาพในขอบเขตประกาศถูกสร้างหรือปรับแต่งด้วยโปรแกรมหรือ AI จึงควรตรวจหน้าที่ตามประเภทงานแยกจากสิ่งที่ตกลงกับลูกค้า ไม่ถือว่าลูกค้าอนุมัติแล้วจึงไม่ต้องคำนึงถึงผู้ชม [8]

ไฟล์ที่ลูกค้าส่งมา ใช้กับเครื่องมือภายนอกได้หรือไม่

เริ่มจากแยกไฟล์ในโฟลเดอร์ ลูกค้าอาจเป็นเจ้าของภาพสินค้าบางภาพ แต่ซื้อสิทธิใช้ภาพคนหรือเพลงมาภายใต้เงื่อนไขจำกัด ส่วนภาพอ้างอิงบางชิ้นอาจเป็นเพียงภาพที่หาเจอในอินเทอร์เน็ต ยังไม่ได้รับอนุญาตให้นำไปทำซ้ำ ดัดแปลง หรือส่งต่อเพื่อใช้งานตามที่เราต้องการ [1: มาตรา 15, 16, 17 และ 27] การตรวจจึงควรถามให้ตรงว่าจะทำอะไรกับไฟล์ เช่น อัปโหลดภาพให้ระบบสร้างภาพใหม่ ส่งเสียงเข้าเครื่องมือถอดความ หรือให้ผู้ให้บริการเก็บไฟล์ไว้ใช้ปรับปรุงระบบ สิทธิที่ลูกค้าได้รับมาอาจครอบคลุมบางการใช้แต่ไม่ครอบคลุมทั้งหมด ไม่ควรสรุปจากการที่ไฟล์อยู่ในโฟลเดอร์เดียวกัน เอกสารแผนเปิดตัวอาจมีข้อกำหนดเรื่องความลับตามสัญญา ขณะที่บทสัมภาษณ์อาจมีข้อมูลที่ระบุตัวบุคคลได้ จึงต้องตรวจเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลต่างหากด้วย แม้ได้รับอนุญาตให้นำบทสัมภาษณ์ไปใช้แล้ว ก็ยังต้องพิจารณาหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เมื่อมีข้อมูลส่วนบุคคลอยู่ในเนื้อหานั้น [2: มาตรา 6, 21, 22, 23, 24 และ 26, 27, 28, 29] ระหว่างที่ยังตรวจไม่ครบ เราอาจทดลองด้วยคำบรรยายและข้อมูลสมมติก่อน เช่น บอกว่าสินค้าเป็นขวดสีเขียวสำหรับใช้ในบ้าน โดยยังไม่ใส่ภาพสินค้าที่ไม่เปิดตัวหรือประวัติลูกค้าจริง การลบชื่อออกอย่างเดียวอาจยังไม่พอ หากเรื่องราว ตำแหน่งงาน หรือรายละเอียดอื่นทำให้รู้ได้ว่าเป็นใคร [2: มาตรา 6]

กรมทรัพย์สินทางปัญญาอธิบายเรื่องงานที่นำไปฝึก AI ไว้อย่างไร

ในข่าวที่เผยแพร่วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 กรมทรัพย์สินทางปัญญารายงานการหารือกับสมาคมผู้สร้างภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกา ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยอธิบายว่า การนำงานที่ยังมีลิขสิทธิ์ไปพัฒนาและฝึก AI ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ เว้นแต่เข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นที่ใช้ได้ แยกจากงานที่เป็นสาธารณสมบัติหรือหมดอายุความคุ้มครองแล้ว ข่าวยังกล่าวถึงการศึกษาแนวทางต่างประเทศเพื่อพัฒนาคู่มือในอนาคต [3] ส่วนนี้เป็นคำอธิบายของหน่วยงานเกี่ยวกับงานที่นำไปฝึก AI และการพัฒนาแนวทาง ไม่ใช่กฎหมาย AI ฉบับใหม่หรือคำตัดสินว่าใครเป็นเจ้าของผลลัพธ์ทุกชิ้น สำหรับข้อยกเว้น ก็ต้องตรวจเงื่อนไขของกฎหมาย ไม่ใช่เรียกกิจกรรมว่า “ทดลอง” หรือ “วิจัย” แล้วถือว่าใช้ผลงานได้เสมอ [1: มาตรา 32][3] เมื่อนำมาใช้กับงานของทีม ควรแยกการส่งไฟล์เข้าเครื่องมือเพื่อสร้างงานออกจากการให้ผู้ให้บริการนำไฟล์ไปฝึกหรือปรับปรุงระบบ แม้ปิดตัวเลือกใช้ข้อมูลฝึกได้ ก็ยังต้องตรวจว่าเรามีสิทธิอัปโหลดและให้ประมวลผลไฟล์นั้นตั้งแต่แรกหรือไม่

อ่านเงื่อนไขของบัญชีที่ใช้จริง ไม่ใช่แค่หน้าแนะนำผลิตภัณฑ์

สมมติว่ามีบทความบอกว่าเครื่องมือหนึ่งไม่นำข้อมูลลูกค้าไปฝึกโมเดล แต่กล่าวถึงแผนองค์กร ขณะที่ทีมใช้บัญชีทดลอง เราจะนำคำอธิบายนั้นมาใช้กับบัญชีของทีมทันทีไม่ได้ ต้องตรวจเงื่อนไขของแผนบริการ ข้อตกลงที่เกี่ยวข้อง และตัวเลือกที่เปิดอยู่จริง เรื่องที่ควรถามแยกกันคือ ผู้ให้บริการเก็บไฟล์หรือข้อความหรือไม่ เก็บนานเท่าใด ใช้ทำอะไร มีใครหรือผู้รับจ้างช่วงเข้าถึงได้ และเราขอลบหรือส่งออกข้อมูลได้อย่างไร คำว่า “ไม่ใช้ฝึกโมเดล” ไม่ได้มีความหมายเดียวกับ “ไม่เก็บข้อมูล” หรือ “ไม่มีใครอ่านข้อมูลได้” ควรเก็บเงื่อนไขพร้อมวันที่และหลักฐานการตั้งค่าที่เกี่ยวข้องด้วย โดยบอกตามสิ่งที่ตรวจได้ ภาพหน้าจอแสดงว่าเราเลือกตัวเลือกใด แต่ไม่ได้พิสูจน์การทำงานภายในทุกส่วนของผู้ให้บริการ ส่วนข้อรับรองของผู้ให้บริการก็ควรเรียกว่าเป็นข้อรับรอง ไม่เปลี่ยนให้เป็นผลทดสอบที่ทีมไม่ได้ทำ เมื่อมีข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ให้บริการทำงานตามคำสั่งของใครและนำข้อมูลไปใช้เพื่อตนเองหรือไม่ก็เป็นประเด็นสำคัญ ข้อหารือของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชแสดงให้เห็นว่า บริษัทเดียวอาจเป็นผู้ประมวลผลในงานที่ทำแทนลูกค้า และเป็นผู้ควบคุมข้อมูลในงานที่ทำเพื่อกิจการของตนเอง การนำหลักนี้มาตรวจเครื่องมือ AI เป็นการเปรียบเทียบเรื่องบทบาทเท่านั้น ข้อหารือนั้นไม่ได้วินิจฉัยเครื่องมือ AI หรือลิขสิทธิ์ผลลัพธ์ [4] หากการทำงานมีการส่งหรือโอนข้อมูลไปต่างประเทศ ต้องตรวจตามมาตรา 28 และ 29 และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องจากเส้นทางข้อมูลจริงด้วย ไม่พิจารณาจากชื่อผลิตภัณฑ์หรือประเทศที่ตั้งสำนักงานใหญ่เพียงอย่างเดียว [2][6][7]

ใช้ผลงานขายได้ ไม่ได้แปลว่ามีลิขสิทธิ์แต่ผู้เดียวเสมอไป

สิทธิใช้ตามเงื่อนไขของเครื่องมือ กับลิขสิทธิ์ที่กฎหมายรับรองเป็นคนละเรื่องที่ต้องตรวจ เงื่อนไขบริการอาจอนุญาตให้ลูกค้านำผลลัพธ์ไปขายหรือใช้โฆษณา แต่ยังต้องพิจารณาว่าผลลัพธ์นั้นเข้าเงื่อนไขที่จะได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามกฎหมายหรือไม่ และการอนุญาตของเครื่องมือก็ไม่ได้รับรองว่าผลงานจะไม่กระทบสิทธิของบุคคลอื่น [1: มาตรา 4, 6, 8 และ 15, 16, 17] ลองเปรียบเทียบงานที่รับภาพจากระบบแล้วส่งต่อทันที กับงานที่นักออกแบบใช้ภาพเป็นแนวทางแล้ววาดใหม่ จัดองค์ประกอบ เขียนข้อความ และสร้างส่วนสำคัญด้วยตนเอง ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการสร้างงานต่างกัน การตรวจสิทธิก็ต้องพิจารณาส่วนที่มนุษย์สร้างและส่วนที่นำมาจากแหล่งอื่น ไม่ตั้งสูตรว่าแก้กี่เปอร์เซ็นต์หรือพิมพ์คำสั่งกี่ครั้งแล้วจะได้ลิขสิทธิ์แน่นอน มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ยังแยกงานที่ได้รับความคุ้มครองออกจากความคิด วิธีการ หรือระบบ การมีแนวคิดและเขียนคำสั่งอย่างละเอียดจึงยังไม่ตอบทุกคำถามเกี่ยวกับสิทธิในสิ่งที่ระบบสร้างออกมา ควรเก็บหลักฐานว่าทีมสร้างและแก้อะไรไว้บ้างเพื่อประกอบการพิจารณา ไม่ใช้บันทึกนั้นเป็นคำรับรองสิทธิแทนการวิเคราะห์ [1]

อย่ารับรองสิทธิให้ลูกค้าเกินกว่าที่ตรวจได้

ก่อนรับงานที่ลูกค้าต้องการสิทธิแต่ผู้เดียว เช่น ภาพประจำแบรนด์ที่จะใช้ระยะยาว ควรตกลงว่าชิ้นงานส่วนไหนทีมควบคุมสิทธิและส่งมอบได้ ส่วนไหนใช้ภายใต้ใบอนุญาตของคนอื่น และส่วนไหนมีข้อจำกัดหรือความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลลัพธ์ AI แทนการรับรองกว้าง ๆ ว่างาน “ปลอดลิขสิทธิ์” ควรอธิบายสิ่งที่ให้ได้จริง เช่น สิทธิในข้อความและองค์ประกอบที่ทีมสร้างเอง ใบอนุญาตของภาพประกอบที่ซื้อมา และข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องมือที่ใช้สร้างส่วนอื่น การเขียนสัญญาว่ารับผิดชอบเรื่องใดช่วยจัดความสัมพันธ์ระหว่างคู่สัญญา แต่ไม่ควรรับรองว่ามีสิทธิซึ่งยังไม่ได้ตรวจว่ามีอยู่จริง [1: มาตรา 15, 16, 17] ตกลงด้วยว่าลูกค้าจะได้รับเฉพาะไฟล์พร้อมเผยแพร่ หรือไฟล์ที่แก้ไขต่อได้ รวมถึงต้องเปิดเผยรายละเอียดการใช้ AI ระดับใด ไม่จำเป็นต้องส่งคำสั่งทั้งหมดที่มีข้อมูลลับปะปนไปด้วย เพียงเพื่อแสดงว่ามีบันทึกการทำงาน หากเกี่ยวข้องกับการเลียนเสียงหรือสร้างภาพจำลองบุคคลจริง ควรพิจารณาแยกจากการใช้ AI สร้างภาพทั่วไป เพราะต้องดูทั้งสิทธิในไฟล์ต้นทาง การใช้ข้อมูลบุคคล และขอบเขตที่เจ้าตัวตกลง ไม่ถือว่าการอนุญาตให้อัดเสียงครั้งหนึ่งครอบคลุมการสร้างเสียงพูดแทนเขาในอนาคตทุกแบบ [1][2: มาตรา 19 และ 21, 22, 23, 24, 25, 26]

ตรวจงานก่อนส่ง ทั้งเนื้อหา สิทธิ และข้อมูลที่อาจหลุดไป

สมมติว่า AI สรุปบทสัมภาษณ์ได้ลื่นไหล แต่เติมคุณสมบัติสินค้าที่ผู้ให้สัมภาษณ์ไม่ได้พูด หรือภาพที่ดูเรียบร้อยมีเครื่องหมายของแบรนด์อื่นติดมา การตรวจเฉพาะความสวยและภาษาอาจไม่พบปัญหาเหล่านี้ จึงควรกำหนดว่าใครเทียบกับต้นทาง ใครตรวจข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับสินค้า และใครตรวจสิทธิหรือข้อมูลที่ไม่ควรปรากฏ แนวทางประยุกต์ใช้ Generative AI อย่างมีธรรมาภิบาลสำหรับองค์กรของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็นเอกสารอ่านประกอบการกำกับการใช้งานและพิจารณาความเสี่ยงได้ ควรใช้เป็นแนวทาง ไม่ใช่คำรับรองว่าการใช้เครื่องมือหรือชิ้นงานใดผ่านการตรวจแล้ว [5] หลักฐานที่เก็บควรพอให้ตามงานกลับได้ เช่น วันที่ใช้เครื่องมือ รุ่นที่ทราบ ไฟล์ที่ได้รับอนุญาต และการแก้ไขสำคัญ แต่ไม่จำเป็นต้องทำสำเนาบทสัมภาษณ์ที่มีข้อมูลส่วนบุคคลเพิ่มทุกขั้นตอน การเก็บบันทึกก็ต้องคำนึงถึงความจำเป็นและความปลอดภัยเช่นกัน [2: มาตรา 22 และ 37] สุดท้าย ควรตกลงว่าเมื่อพบปัญหาหลังส่งงาน ใครจะประสานลูกค้า ตรวจต้นทาง หยุดใช้ส่วนที่มีปัญหา และจัดทำฉบับแก้ไข การรู้ว่าต้องทำอะไรต่อย่อมดีกว่าต้องเริ่มตามหาคนรับผิดชอบในวันที่ลูกค้าถามว่า “ภาพนี้เอามาจากไหน” AI ช่วยให้ทีมลองแนวทางและผลิตงานได้หลายแบบ แต่ก่อนส่งลูกค้า เราควรอธิบายได้ว่าใช้ข้อมูลอะไร ได้รับสิทธิมาอย่างไร และตรวจส่วนไหนแล้วบ้าง ความเข้าใจตรงกันเรื่องเหล่านี้ช่วยให้ลูกค้านำงานไปใช้ต่อได้โดยไม่ต้องเดาข้อจำกัดเอาเอง

เอกสารอ้างอิง

  1. พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ประกอบ ฉบับรวบรวมกฎหมายลิขสิทธิ์และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง พ.ศ. 2565 ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะมาตรา 4, 6, 8, 15, 16, 17, 27 และ 32
  2. พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 โดยเฉพาะมาตรา 6, 19, 21, 22, 23, 24, 26, 27, 28, 29, 37 และ 40
  3. กรมทรัพย์สินทางปัญญา — ข่าวการหารือสมาคมผู้สร้างภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกา ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เรื่องแนวทางการใช้งานลิขสิทธิ์ในยุค AI เผยแพร่ 27 พฤษภาคม 2569 และ เอกสารข่าว
  4. ข้อหารือของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ส่วนการจำแนกบทบาทตามกิจกรรม ใช้เทียบเคียงเรื่องข้อมูล ไม่ใช่สิทธิในผลงาน AI
  5. สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ — แนวทางประยุกต์ใช้ Generative AI อย่างมีธรรมาภิบาลสำหรับองค์กร
  6. ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์การให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ส่งหรือโอนไปยังต่างประเทศตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 พ.ศ. 2566
  7. ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์การให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ส่งหรือโอนไปยังต่างประเทศตามมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 พ.ศ. 2566
  8. ประกาศสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เรื่อง แนวทางการโฆษณาสินค้าหรือบริการที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 — ฉบับลงนามที่ สคบ. เผยแพร่ ข้อ 2 โดยเฉพาะข้อ 2 (3)

ตัวอย่างการผลิตงานในบทความเป็นสถานการณ์สมมติ บทความไม่ได้รับรองสถานะลิขสิทธิ์ของชิ้นงานหรือเงื่อนไขเครื่องมือเฉพาะราย

แหล่งข้อมูลแนวปฏิบัติประกอบเพิ่มเติม

  1. ETDA — ทิศทาง “AI 2026: Driving Trust AI Governance” — ระบุการพัฒนา AI Governance Guideline & Toolkits, Whitepaper และข้อเสนอเชิงนโยบายหรือกฎหมายเพิ่มเติมในไทย
  2. European Commission — Code of Practice on Transparency of AI-generated Content — ตัวอย่างเขตอำนาจที่มีข้อกำหนดเฉพาะและยังพัฒนาแนวทางการปฏิบัติประกอบ
  3. U.S. Copyright Office — Artificial Intelligence Study — ติดตามประเด็นลิขสิทธิ์และ AI เป็นหลายส่วน รวมถึง copyrightability, digital replicas และ generative-AI training; ใช้เป็นตัวอย่างว่าคำตอบเชิงกฎหมายและนโยบายยังพัฒนาเป็นรายประเด็นและรายเขตอำนาจ